เขาเรียกการไปสังเกตการณ์การทำงานในโรงพยาบาลนี้ว่า "การฝึกงานแพทย์"  แต่เราว่า น่าจะเรียกมันว่า "การดูงานแพทย์" ซะมากกว่า      

          เนื่องด้วยมีข้อกำหนดว่า ผู้ที่อยากจะเอนท์เข้าคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกคน  ต้องรับการฝึกงานในโรงพยาบาลเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วัน  เด็กอยากเป็นหมออย่างเราและเพื่อนๆในห้องม.5/4 อีกหลายๆคน  ก็เลยต้องรีบทำการลงชื่อจองโรงพยาบาลที่จะฝึกงานในปิดเทอมเดือนตุลาที่จะมาถึงนี้     

         ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัว หลังจากรู้ว่าต้องเลือกโรงพยาบาลที่จะฝึกงาน  คือ อยากจะไปคนเดียว  ด้วยอยากจะสำรวจจริงๆจังๆว่า ความชอบที่งอกเงยเป็นความฝันมาตลอด 7 ปี นั้น  เป็นความชอบจริงๆหรือเปล่า      

        หลังจากปล่อยให้เพื่อนๆรบราฆ่าฟันกันแย่งโรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว  เราก็เดินเข้าไปบอกกับครูแนะแนวอย่างชิลๆ ว่า "ขอไปโรงพยาบาลเชียงของค่ะ"   
        อ่านแล้วงงกันล่ะสิ ว่าโรงพยาบาลที่ว่านี่มันอยู่ที่ไหน ต้องบอกก่อนว่า อำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย  เป็นอำเภอเล็กๆห่างไกล ที่ตั้งอยู่เคียงข้างแม่น้ำโขง อำเภอที่เค้าว่าเป็นที่เดียวที่จับปลาบึกได้นั่นล่ะ  เป็นบ้านเกิดของคุณพ่อของเราเอง  ซึ่งฉันก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าบ้างในบางครั้ง  และก็ได้สัมผัสถึงความเรียบง่ายของที่นั่น 

       แม้ไม่อาจจะเรียกได้เต็มปากจากครั้งล่าสุดที่ไปว่า เป็นอำเภอ"ชนบท"ก็ตาม  เอาน่า ความเจริญก็ย่อมมีข้อดีของมันเสมอ หากว่าจิตใจของคนเราได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆกันกับวัตถุ   หลากหลายคำถามจากหลายๆคนตามมาอย่างที่คาด  ก็เล่นบินเดี่ยวไปไกลซะขนาดนั้นนี่เนาะ  แต่เชื่อเถอะว่า บางครั้ง การไปไหนคนเดียว มันก็อาจจะทำให้เราได้ซึมซับเอาสิ่งรอบๆตัวได้มากขึ้นเหมือนกัน  

        วันหนึ่งในเดือนตุลา เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนมัธยมปลายก้าวเท้าเข้าไปในโรงพยาบาลแห่งเดียวในอำเภอ ที่เจ้าตัวก็เพิ่งจะรู้ชื่อเต็มๆว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ  ด้วยความตื่นเต้นระดับที่อวัยวะในอกข้างซ้ายกระตุกแล้วกระตุกอีก  

      วันแรก กับการฝึกงานในห้องฉุกเฉิน ที่เค้าว่าเป็นห้องปราบเซียน  ใครหลายคนต้องเบนเข็มทิศความฝันก็ด้วยห้องนี้แหล่ะ  ตัวห้องคงไม่น่ากลัว แต่คนที่ผ่านเข้ามาในห้องนี้ต่างหาก เรียกได้ว่า ใครกลัวเลือดนี่ ห้ามย่างกรายเข้ามาในนี้เลย  

      ด้วยความที่เป็นเด็กม.ปลายคนเดียวในโรงพยาบาล ที่มาฝึกงานในช่วงนี้  จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ มากกว่าจะมองหาคนรุ่นเดียวกัน  หันซ้ายหันขวาไป เห็นพี่พยาบาล ที่มาฝึกงานในปีสุดท้ายของการเรียนวิทยาลัยพยาบาล เลยได้ทีเข้าไปสนทนาด้วย  ได้ความว่า พี่เค้าชื่อพี่สม(ชื่อเหมือนผู้ชายเลยเนอะ) มาเรียนพยาบาลเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร  แต่เรียนๆไปแล้วก็รู้สึกชอบ  เลือกมาฝึกงานที่เพราะไม่ได้เลือก(จับฉลากได้ว่างั้น)  หลังจากนั้นเราได้คุยกันอีกหลายคำ ก่อนที่จะมีผู้ป่วยถูกเข็นเข้ามาในห้อง  

        จากที่พี่สมยิ้มและพูดคุยกับผู้ป่วยไปเย็บแผลไป ดูเหมือนพี่แกจะเหมาะกับงานด้านนี้ซะจริงๆ เพราะหลายคำที่พี่เค้าคุยกับคนไข้  ทำเอาคนที่นั่งน้ำตาไหลในตอนแรกเริ่มแย้มยิ้มออกได้บ้าง    

       วันนั้นทั้งวัน มีผู้ป่วยถูกเข็นเข้ามาในห้องเพียงไม่กี่คน ด้วยว่าเป็นโรงพยาบาลเล็กๆในอำเภอไม่ใหญ่  จึงมีโอกาสได้เห็นการรักษาพยาบาลจริงๆน้อย     นับว่าเป็นโชคดีของเราจริงๆ ที่ได้มาเจอพี่สม และพี่ๆพยาบาลคนอื่นๆในห้องนั้น  เพราะพี่เค้าเต็มอกเต็มใจอย่างยิ่ง ในการจะสอนนู่นสอนนี่ และตอบคำถามไอ่เด็กช่างถามคนนี้  วันนั้น กลับออกมาด้วยความรู้ที่อัดแน่นในสมองเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง และรู้สึกชอบห้องฉุกเฉินมากซะจนอีก 9 วันที่เหลือของการฝึกงาน  ข้าพเจ้าใช้เวลาหลังทานข้าวเสร็จในพักเที่ยง  วิ่งกลับเข้าไปหา"อะไร"ทำในห้องนั้นซะอย่างงั้น แม้จะช่วยอะไรพี่เค้าไม่ได้มาก และส่วนมากจะไปป่วงพี่เค้าซะมากกว่าก็ตาม   

        วันต่อๆมาอีก4วัน ได้หมุนเวียนไปยังแผนกต่างๆตามแผนฝึกงาน ทั้งวอร์ดหญิง วอร์ดชาย แผนกทันตกรรม  แผนกOPD     และสิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือ บางครั้งที่เพื่อนๆพี่ๆหลายๆคนมาเล่าว่า การฝึกงานแพทย์ ไม่ค่อยได้ทำอะไรนั้น เป็นเพราะเราไม่ได้เอ่ยปากของานเค้าทำซะมากกว่า  ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่วิ่งเข้าไปประชิดตัวพี่พยาบาลเลย เวลาพี่เค้าจะลุกไปทำอะไรซักอย่าง และก็ได้งานสมใจ  จากวันที่อยู่แผนกผู้ป่วยใน(วอร์ดชาย+วอร์ดหญิง)ทั้งสองวัน  เราได้เขียนชาร์จคนไข้  ได้ทำกราฟและเขียนข้อมูลคนไข้ที่ต้องวัดความดันโลหิตและอุณหภูมิร่างกายในแต่ละช่วงเวลาของวัน และหลังๆมาพี่เค้าก็ใจดีให้ลองลงมือปฏิบัติเองด้วย    

         เหมือนๆว่าจะไปฝึกงานพยาบาลซะมากกว่าแพทย์  คงเป็นเพราะหมอที่มีจำนวนน้อยในโรงพยาบาลนั้นต้องรับผิดชอบในหลายๆแผนก เลยได้แต่เดินตามดูคุณหมอทำงานเมื่อแวะเวียนมาที่แผนกที่เราอยู่ มากกว่าจะได้นั่งสนทนาขอประสบการณ์พี่ๆเค้า    

         วันที่ 5 ของการฝึกงานเดินทางมาถึง ด้วยข่าวจากคุณครูที่บอกว่า ปีนี้ ใครที่จะเอนท์เข้าวิทย์สุขภาพ ไม่ต้องใช้จดหมายรับรองว่าผ่านการฝึกงานแพทย์แล้ว  นั่นหมายความว่า เราสามารถหยุดการฝึกงานไว้ได้แค่วันนี้  แต่กระนั้นเลย เราจะหยุดทำไมล่ะ ในเมื่อจุดประสงค์ของการฝึกงานก่อนเอนท์ คือ อยากให้ราได้รู้ว่า เราชอบและรักงานนั้นจริงๆหรือเปล่าก่อนจะเลือกคณะนี้  ไม่ใช่มาฝึกเพราะต้องการจดหมายรับรองไปยื่นเวลาสิบสัมภาษณ์ซะหน่อย  ข้าพเจ้าเลยขออยู่ต่อจนครบกำหนดดีกว่า  และข่าวอีกข่าวที่เดินทางมาถึงก็คือ อาทิตย์หน้า จะมีเพื่อนๆจากโรงเรียนหนึ่งในเชียงของมาฝึกงานด้วย เป็นอันว่า เราจะได้เพื่อนใหม่แล้ว  

        วันเสาร์อาทิตย์ผ่านไปไวอีกเช่นกัน  วันจันทร์แวะมาเยี่ยมเยือน พร้อมกับเพื่อนใหม่ อีกสามคนที่จะต้องไปในกลุ่มเดียวกัน คือ เบน น้ำ และนก  ฟังจากที่เบนเล่าว่าพวกเขาต้องเดินทางจากบ้านมายังโรงพยาบาลเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลฯนั้นแล้ว นับถือในความพยายามของพวกเขาจริงๆ 
        หากแต่ทั้งเบน น้ำ และนก ยังไม่มีใครซักคนที่ตกลงปลงใจได้ว่าจะเลือกเรียนคณะไหน  จากที่น้ำพูดให้ได้คิดว่า "เด็กโรงเรียนเรา ส่วนมากจบม.6แล้วก็ไม่มีใครเรียนต่อหรอก ช่วยพ่อแม่ทำงานมากกว่า ก็ที่บ้านทำไร่ทำนากัน ไม่รู้จะเรียนต่อไปทำไม"
       อืมม.. นั่นสิ  ที่พวกเราต่อสู้ฝ่าฟันให้ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น  ไม่ใช่เพื่อไปหาความรู้หรอกหรือ ความรู้ที่จะได้นำไปใช้ในหนทางอาชีพในอนาคต  ไม่ใช่เข้าไปให้ผ่านออกมาได้วุฒิได้ปริญญาบัตรแค่นั้น  และความรู้ในอาชีพหรือวิชาชีพที่เราอยากทำนั้นก็ไม่ได้หาได้จากในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว  คนสร้างระบบเอนท์ทรานซ์คงลืมย้ำความจริงข้อนี้กับเหล่าเด็กมัธยมปลายทั้งหลายว่า มหาลัย เป็นสถานที่ให้ความรู้ มิใช่สิ่งเชิดชูหน้าตาว่า ข้าจบปริญญาอะไร    

       การฝึกงานยังคงดำเนินต่อไป อีก 4 วัน ในแผนกกายภาพบำบัด แผนกชันสูตร(ไม่ใช่ชันสูตรศพแต่เป็นแล็บของนักเทคนิคการแพทย์ตะหาก)  แผนกคัดกรองคนไข้  แผนกเอกสาร  พร้อมกับแผนกฉุกเฉินยามพักเที่ยงในทุกๆวัน  

      10 วันในโรงพยาบาลผ่านไป คาดว่าไม่มีใครในโรงพยาบาลนี้ ที่ยังไม่รู้จักเด็กม.ปลายคนนี้ ด้วยว่าโรงพยาบาลนั้นเล็ก แต่อบอุ่น  สิ่งหนึ่งที่ดีใจแทนทุกๆคนในโรงพยาบาลก็คือ มีคุณหมอผอ.โรงพยาบาลที่วิสัยทัศน์ก้าวไกล และขยันจริงจังกับการทำงานมาก  ซึ่งทุกสิ่งเป็นไปอย่างพอดี  ไม่มากไม่น้อยเกินไป  หลายเสียงบอกว่า ท่านเฮี้ยบไป แต่ก็ยังใจดี  ด้วยการทำงานที่เป็นเหมือนพี่น้อง ทำให้ทั้งโรงพยาบาลมีแต่รอยยิ้มและคำทักทายของคนที่เดินสวนกันโปรยอยู่เต็มไปหมด  ยามพักเที่ยง เราแอบเห็นท่านคุณหมอใหญ่เดินไปเยี่ยมเยียนการทำงานของทุกแผนก แต่ก็น่าแปลกที่แทนที่จะอึดอัดเมื่อผู้เป็นเจ้านายมาตรวจงาน เหมือนอย่างที่หลายๆหน่วยงานเป็นกัน แต่ที่รพ.นี้ กลับไม่ใช่ กลายเป็นเสียงชักชวนทานข้าวพร้อมรอยยิ้มกันแทน  

        และแล้วก็ถึงเวลากลับบ้าน    

        สำหรับคำตอบของความฝัน ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อครั้งยังจัดกระเป๋า   

        เคยบอกกับพี่คนนึงไว้ว่า งานที่เรารักและชอบที่สุด คือ งานที่ได้ค่าตอบแทนสูงสุด       

        ประโยคเมื่อกี้ ตีความได้สองทาง หากอ่านบรรทัดถัดไปแล้วพบว่าตีความไม่เหมือนข้าพเจ้า ลองกลับไปดูอ่านอีกรอบนะ 

         ใช่.. งานที่เรารัก และชอบที่สุด คืองานที่ได้ค่าตอบแทนสูงสุดจริงๆ    เพราะไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนที่เป็นวัตถุ  แต่หมายรวมถึงค่าตอบแทนทางใจด้วย 

        เวลานี้  อาจจะยังพูดได้ไม่เต็มปาก ว่ารักวิชาชีพแพทย์ที่สุด ด้วยยังไม่เคยได้สัมผัสได้เรียนได้เป็นจริงๆ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้  สิ่งที่ชอบ และอยากเป็นมากที่สุด ก็คงจะเป็นหมอนั่นแล 

       ด้วยเหตุผลโง่ๆ ที่ว่า เลือกอันดับมหาวิทยาลัยสูงไป กลัวไม่ติด เลยทำให้ข้าพเจ้าเคยหยุดความฝันเอาไว้ที่คณะเภสัชศาสตร์ ที่เลือกเป็นโควต้าอันดับ 2  ทั้งๆที่ได้คะแนนพื้นฐานแพทย์มากกว่าเพื่อนที่ติดแพทย์ซะอีก(โคดจะภูมิใจ ไม่ใช่ที่ได้เยอะกว่าเพื่อน แต่ภูมิใจที่คะแนนที่เค้าบอกกันว่าเป็นตัววัดคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการเป็นหมอนั้น เราได้เยอะอยู่-22.4(มโนเองว่าเยอะป่าววะเนี๊ยะ ))   

       ปีนี้ ถึงแม้ว่าจะสมัครสอบไปแล้ว และพลังแห่งความฝันยังล้นหลาม  แต่เหมือนพลังใจมันจะถดถอย พาให้พลังกายมันเคลื่อนคล้อยเสียแล้ว   
        เลยต้องแวะเติมพลังกับ a day story และหน่อไม้ ที่เพิ่งได้ลายเซ็นของพี่ทรงกลดเขียนให้มาว่า "ฝากปลูกฝันด้วยนะครับ"  

      อืมม.. เห็นที คงจะต้องเร่งทำให้ฝันมันงอกเงยเสียแล้ว    เหมือนอย่างที่พ่อชอบพูดเสมอๆว่า  "ใฝ่ฝันได้ แต่อย่าเพ้อฝัน"  

    ใฝ่ฝัน กับ เพ้อฝัน ฝันไหนจะเป็นจริงได้มากกว่ากัน คงต้องลองสำรวจฝันของตัวเองกันดู... 

ปล.จัดหน้ากระดาษไปๆมาๆ ทำไมข้อความมันเละหมดเลยอ่ะคะT_T   

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ( หรือ ระบบเบื้องต้นในการแบ่งงานกันทำ ) เป็นเรื่องการวัด ที่วัด เอาคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองมากกว่า ไปสู่งานที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและชีวิตของคนในสังคม ในลักษณะที่แปรผันตรงก็เท่านั้นเอง

ความรู้ มันเป็นเรื่องที่จะต้องได้อยู่แล้วแหละ ทำไร่ ไถ่นาก็ใช่ว่าจะไม่ใช้ความรู้เสียเมื่อไร

ด้วยส่วนตัวผมเชื่อแบบนั้นน่ะ
big smile

แต่เรื่องบางเรื่องผมว่า แค่ใฝ่ฝันแบบไม่เพ้อฝันอย่างเดียวคงไม่พอ

มันคงจะ้ต้องมีอะไรที่มันมากกว่านั้น
( ผมคิดเอง นะ big smile )

#1 By hongsoo on 2008-12-11 00:56

ถ้าเป็นพี่เอ๋ นิ้วกลม เวลาเซ็นหนังสือ

มักจะชอบเขียนว่า 'ขอให้ฝันแข็งแรง'

(ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยนะ)



แต่อยากจะขอเสริมนิดว่า 'อย่าลืมแปรงฝันก่อนนอน ' ด้วยล่ะ

มีน้อยคนที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร
และในหมู่น้อยคนนั้น มีน้อยคนที่ทำสำเร็จ

หวังว่าคุณน้องคนได้เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำจนสำเร็จนะ

#3 By วิชัย... on 2008-12-11 15:15


ซะงั้น คนเดินทางไกลหลงมา - -'

เออว่าแต่
สาวๆ เดี๋ยวนี้เค้าเดินทางไกลกันป่าวอ่ะ open-mounthed smile

#4 By hongsoo on 2008-12-12 19:56

big smile big smile

#5 By ~Lemon~cicerO~ on 2008-12-13 11:59

น่าภูมิใจแทนพ่อแม่น่ะ ช่างคิด และคิดดีเสียด้วย สู้สู้

#6 By kung100 on 2008-12-14 02:52

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความที่นำมาแบ่งปันให้กัน。◕‿◕。

#7 By เรียนต่อต่างประเทศ (58.9.226.45) on 2009-01-17 19:28

อาชีพนี้ก็ดีsurprised smile big smile sad smile

#8 By ภัทรา (114.128.19.34) on 2009-03-23 15:23

#9 By (118.172.228.90) on 2009-07-01 10:46