นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้อ่านนิทานก่อนนอน?

              นานจนเกือบลืมไปแล้วว่านอกจากโลกแห่งความจริงที่เราอาศัยอยู่  ยังมีโลกอีกใบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วย อัศวินขี่ม้าขาว เจ้าหญิง เจ้าชาย ปราสาท สัตว์พูดได้  และอื่นๆตามแต่สิ่งที่เรียกว่า "จินตนาการ"จะสรรค์สร้างมันขึ้นมาได้

              แน่นอนว่า ในโลกของความเป็นจริง คงไม่มีอัศวินและม้าขาวคู่ใจ  ไม่มีปราสาทสวยงามใหญ่โตที่เจ้าหญิงกับเจ้าชายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีสัตว์พูดได้จอมป่วน หรืออื่นๆในจินตนาการ

             แต่ในหนังเรื่องนี้ ทำให้ทุกสิ่งที่เราอาจพบในความฝัน ออกมาปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริง

             เรื่องราวของเด็กน้อยช่างฝัน ผู้ได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อเจ้าของโรงแรมเล็กๆของครอบครัว ที่ชื่นชอบการเล่านิทานเป็นชีวิตจิตใจ    เติบโตกลายเป็นชายหนุ่มช่างจินตนาการ ที่ได้รับมอบหมายจากพี่สาวให้มาดูแลลูกๆของเธอ

            ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ได้ดูแลเด็กๆทั้งสอง จะมีอะไรที่เขาจะทำได้อีกล่ะ นอกจากจะเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กๆฟัง 

           และก็เป็นช่วงเวลาอันแสนวิเศษณ์ เมื่อเขาได้ค้นพบว่า นิทานที่เขาเล่านั้น กลายเป็นความจริงในวันต่อมา  หากแต่ว่า เรื่องราวที่ดำเนินต่อไปนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาเล่า แต่เป็นสิ่งที่เด็กๆบอกกับเขาต่างหาก ว่าอยากให้ตัวเอกของนิทานเป็นยังไงต่อไป!!

           สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้แอบบอกกับเราก็คือ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถที่จะเป็นอย่างตัวเอกในนิทานได้ ขอเพียงแค่มีจินตนาการที่เพียงพอ 
           เพราะหากเพียงแค่มองย้อนกลับจากเรื่องราวที่เป็นจริงจากนิทานก่อนนอนนั้น  ก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวที่เป็นชีวิตประจำวันธรรมดา บวกกับความบังเอิญและโชคช่วยอีกเล็กๆน้อยๆ(หากไม่นับรวมเรื่องที่ฝนตกลงมาเป็นหมากฝรั่ง!!)  

           นิทานก่อนนอนที่กลายเป็นจริงดำเนินมาเรื่อยๆจนถึงตอนที่พระเอกของเราหมดภารกิจดูแลหลาน  คำพูดต่อว่าที่ออกจากปากของพี่สาว   ไม่ใช่เรื่องที่ให้หลานกินอาหารฟาสต์ฟู้ดหรือดูทีวี  แต่เป็นการที่พระเอกบอกกับเด็กๆว่า "There's no happy ending"  (ไม่แน่ใจว่าภาษาอังกฤษมันพูดงี้ป่าว ฟังไม่ทัน แต่จับใจความได้ว่างี้นะ) 

           สุดท้ายแล้วพระเอกก็ได้ค้นพบว่า ไม่ว่านิทานจะนำพาให้เรื่องจริงเป็นยังไง  สุดท้ายแล้วสิ่งที่กำหนดอนาคตไม่ใช่นิทานที่เด็กๆเล่าเรื่องต่อจากเขา  แต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก ที่จะนำพา"ตอนจบ"ของเรื่องให้เป็นไปในทิศทางไหน

          คงเหมือนกับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง  ที่ถึงแม้เราจะไม่มีอะไรมาบอกให้เรารู้ล่วงหน้าได้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง  แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ก็คือ  เราเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดมัน  
           แน่นอน ว่าเราเป็นแค่"ส่วนหนึ่ง"เท่านั้น  เพราะเราไม่ได้ควบคุมทุกอย่างบนโลกใบนี้  อนาคตที่เหลือ จึงต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นๆและสิ่งอื่นๆ ที่จะร่วมทำให้อนาคตของเราหมุนไปพร้อมๆกับอนาคตของเขา และมาร่วมหมุนอนาคตของโลกของเราไปด้วยกัน

           อีกหนึ่งประโยคที่ประทับใจ  อุตส่าห์คิดว่าจะจำออกมาเขียนบล็อก   ปรากฏว่า ตอนนี้ นึกยังไงก็นึกไม่ออก  ฝากคนที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ดูให้หน่อยนะคะ  เป็นประโยคท้ายๆเรื่อง ที่เพื่อนพระเอกพูดกับพระเอกว่า"............... limited by imagination"  จำต้นประโยคไม่ได้  ฝากใครที่ดูแล้วมาบอกหน่อยละกันเนอะๆ

 ปล.ชอบนังหนูอ้วนตาโตBugsyนี่มากเลย  ตาแป๋วได้ใจมากๆ ที่ไหนมีขายบอกหน่อยนะคะ จะไปซื้อมาเลี้ยง

 

         

          

          

            

            

Comment

Comment:

Tweet

ด้วยภาระกิจทำให้มิได้ไปดูจนได้

จริงๆ ทุกอย่าง มันอยู่ที่ตัวเราเอง

ปล. สามก๊ก2 ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ไปดู (เพราะมันพากษ์ไทย) รอดู DVD เอาจ้าbig smile

#8 By hongsoo on 2009-01-30 13:21

ไม ่ เห็ นม ่วน เลยย


ไม่ จิงๆ 55+

#7 By กิ๊ ฟ (202.28.27.3) on 2009-01-11 14:58

ไปดูมาแล้ ว ว



ระวังโดนลูกไฟนะ

#6 By Toru Okada on 2009-01-09 22:42

ดีจังมีคนมาเล่าให้ฟัง
ยังไม่ได้ดูเลยครับ กลัวจะไม่ฮา
แต่ถ้ารับรองขนาดนี้ต้องไปดูแล้วครับ
ว่าจะไปดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เอาไว้ไปดูก่อนเน้อ แล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่ big smile

#3 By hongsoo on 2009-01-07 15:32

นิทานก่อนนอน น่าชม big smile

#2 By tiew@fine on 2009-01-07 00:05

เอิ้กๆๆๆ วันนี้ กะพาน้องเทคไปดูเรื่องเนี้ย แต่ไปๆๆมาๆๆ ได้ดู

มาดากัสก้า 2 ซะงั้นน

confused smile confused smile

#1 By เซงครับ on 2009-01-06 22:22